28/06/2025
https://www.facebook.com/share/p/16emXxkFaL/?mibextid=wwXIfr
ร้านเล็กๆ ของเรายังต้องเรียนรู้อีกมากมาย
เราสัญญาว่าเราจะพัฒนาปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ คุ้มค่า อิ่มอร่อย ทุกครั้งที่แวะมาหาเรา
ร้านA Moment ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่เติบโตร่วมไปกับเรา
สรุป 50 สิ่งที่ได้จากงาน TRC2025
1. ร้านอาหารเปิดใหม่ลดลง 30% ในปี 2025 และบางร้าน ‘เปิดไว…ไปไว’
2. ทำเลดีได้แต้มต่อ ร้านอาหารในห้างมีโอกาสรอด +22% เมื่อเทียบกับร้านนอกห้าง เพราะเปิดมาก็ที Traffic ทันที
3. ลูกค้า 88% เปิดแอปเดลิเวอรีมาแล้วคาดหวัง ‘ส่วนลดค่าอาหาร’ รองลงมาคือส่วนลดค่าส่ง
4. ลูกค้าเปิดแอปเดลิเวอรี ร้อยทั้งร้อยหาโปรค่าอาหาร เหมือนเป็นความคาดหวังขั้นพื้นฐาน บางร้านมีเมนูที่ดี การมีโปรเป็นเหมือนคันเร่ง เหมือนคุณเปิดไนตรัสให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ
5. เทคโนโลยีไม่ได้มาทดแทนความตั้งใจของเรา แต่มาพัฒนาระบบหลังบ้าน โปรดักส์ให้ดีขึ้น แล้วเราก็เอาพลังไปพัฒนาหน้าร้านจุดอื่น ๆ ไม่ต้องวิ่งตามใคร
6. ถ้าเรามัวแต่เสียดายเงินกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราอาจจะเจ็บตัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกอย่างมันคือต้นทุน
7. คีย์ของการทำงานร่วมกับทุก Gen คือต้องคุยให้ถูกมุม
8. พนักงานที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ Gen 1 คือพนักงานที่รักองค์กรจริง ๆ และอาจจะเห็นปัญหาที่เรามองไม่เห็น ร้านมีหน้าที่พัฒนาเขาอย่างจริงจัง เสริมเขาในทุก ๆ เรื่อง ทั้งความรู้และทักษะ ให้เขาได้เป็นแกนหลักและเติบโตไปด้วยกันกับร้าน
9. การทำธุรกิจกับที่บ้าน อย่าติดหล่มการสานต่อธุรกิจพ่อแม่ ไม่กล้าทิ้งไม่กล้าเปลี่ยน นอกจากต่อยอดแล้ว ถ้ามันมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนเพื่อให้ธุรกิจมันโตต่อไปได้
10. คนต่างชาติรู้จักแค่อาหารไทยในร้านอาหารที่เขาเคยกิน เราควรเล่าเรื่องราว (Story) เบื้องหลังเมนู องค์ประกอบ วัตถุดิบ ประเพณี เพื่อให้เขารู้ว่า “อาหารไทยแท้ ๆ ” เป็นยังไง ต้องเปลี่ยนจากแค่ขายอาหาร มาขายประสบการณ์ด้วย
11. ทำร้านอาหารทุกคนเจอปัญหา ไม่ใช่เราคนเดียว ทุกคนเจอหมด อยู่แค่ว่าเราปรับตัว แก้ไขยังไง ขอให้ไม่ยอมแพ้ ให้ไปต่อกันได้
12. เบลนด์ความเป็นตัวเองเข้าไปในธุรกิจด้วย ให้ทำแล้วสนุก มีแพชชั่น ถ้าเราใส่รองเท้าคนอื่นอยู่ตลอดก็จะไม่สบายและใส่ได้ไม่นาน อยากให้สนุกและเอนจอยกับสิ่งที่ทำ แล้วเราจะผ่านเรื่องยาก ๆ ต่าง ๆ ไปได้
13. เพราะการทำธุรกิจคือการแข่งขัน ถ้าเราอยากชนะเจ้าอื่น ก็ต้องวิเคราะห์หาช่องว่างที่เจ้าอื่นไม่มี เช่น แบรนด์ Karun เจอกับ Painpoint ต่างจากเจ้าอื่นตรงที่ “ทำไมร้านชาไทยไม่มีหน้าร้าน” เลยเกิดเป็น คาเฟชาไทย ที่มีโพรดักซ์เป็นชาไทยล้วน ๆ
14. มนุษย์มีอยู่ 3 ประเภท 1.ลอกไปแล้วไม่รู้ว่าลอกอะไร 2.ลอกแล้วเก่งเท่าต้นฉบับ 3.ลอกแล้วเก่งกว่าต้นฉบับ แต่ถ้าจะให้ดีก็เป็นแบบข้อที่ 3
15. ด้วยกระแสของปัจจุบันที่เปลี่ยนไปเร็ว การทำให้แบรนด์ยั่งยืนเลยเป็นเรื่องสำคัญ และการทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงแบรนด์เราอยู่ตลอดเวลา คือกลยุทธ์ที่จะทำให้ยั่งยืน “ถ้าคุณจะทำธุรกิจร้านอาหาร คุณต้องจุดพลุบ่อย ๆ” คุณต้องไม่หายไปจากโลกออนไลน์ และต้องเตือนลูกค้าให้รู้ว่าเราอยู่กับเขาตลอดเวลา
16. Innovation อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยี ความแปลกใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ Tech แต่นวัตกรรมอาจจะเกิดจากความแตกต่างของรายละเอียดต่าง ๆ เช่น รสชาติ เมนู แบรด์ ช่องทางการขาย
17. Cash Flow เหมือนอากาศ ไม่มีแปปเดียวก็ตายได้ ต้องบริหารให้ดี
18. ถ้าเราอยากให้ธุรกิจมี Wealth เราก็ต้องคิด Strategy Growth ไว้เลย วางแผนไว้แต่เนิ่น ๆ ว่าเราอยากโตไปเป็นแบบไหน แล้วหาโอกาสระหว่างทาง
19. ทุกวันนี้โลกมันหมุนไปเร็ว การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะต้องมูฟและปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างไร ความไวเป็นเรื่องของปีศาจ
20. ร้านคุณจะเล็กจะใหญ่ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าคุณเข้าใจร้านตัวเองมากแค่ไหน
21. อย่ารอให้เข้าใจทุกอย่างก่อนแล้วค่อยลงมือ ถ้ารู้ว่าแบรนด์เราดีตรงไหนให้เริ่มจากจุดนั้น
แล้วค่อย ๆ ทดลองสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำ ถ้าแก่นเราชัด ลูกค้าดั้งเดิมของเราก็จะยอมรับได้ เพราะเราแค่เปลี่ยนวิธีสื่อสารหรือวิธีการนำเสนอ ให้เขาเสพแบรนด์เดิมได้ในประสบการณ์ใหม่ ๆ
22. ตลาดยุคนี้ไม่ได้แบ่งตามอายุแต่แบ่งตามพฤติกรรม คน Gen ใหม่ไม่ได้แปลว่าจะไม่รักแบรนด์เก่า ความท้าทายคือเราจะพาลูกค้ากลุ่มนี้ให้มาอินกับสินค้าหรือแบรนด์ของเราเหมือนที่ลูกค้าดั้งเดิมรักมาตั้งแต่ 50 ปีที่แล้วยังไง
23. อย่ายึดติดกับสิ่งที่เคยเวิร์ก แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแล้วอาจไปต่อได้ด้วยความมั่นคง แต่ความหลากหลาย (ที่อยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เราถนัดและทำได้ดี) จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน อย่าเอาไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว
24. ร้านเล็ก ๆ ถ้าอยากจะชัดเจนต้องมีความแตกต่าง อย่างถ้าเราจะขายข้าวมันไก่ธรรมดา นั่นแปลว่า เราต้องแข่งกับคนธรรมดาทั่วไปอีกมากมายหลายร้าน เพราะฉะนั้นเราเลยต้องมองหาความแตกต่างของแบรนด์ของเรา อย่างคุณหมึก ก็เลือกที่จะผสมผสานระหว่างข้าวมันไก่สิงคโปร์
25. ร้านเล็กแบบจำเป็นต้องมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน และลูกค้าจะจดจำเราได้ ถึงจะอยู่ในสายตาของลูกค้า เพราะแบรนด์ใหญ่เขามีความชัดเจนที่หลากหลาย แต่ร้านเล็กอย่างเราต้องมีคาแรกเตอร์ที่หนึ่งเดียว ชัดเจนยิ่งกว่า
26. บางครั้งลูกค้าอาจจะมีภาพจำอาหารเก่าเดิม ๆ ที่ไม่ดี เราอาจจะต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้เขารู้จักอาหารของเราในเอกลักษณ์ที่ใหม่ ๆ อย่างเช่น จีเกีย ที่มีลูกค้ากินปลาร้าไม่ได้ พอมาจีเกียกลับกินปลาร้าได้โดยไม่รู้ตัว เพราะด้วยภาพลักษณ์และรสชาติอาหารที่ปรับให้เป็นรูปแบบใหม่
27. ร้านเล็ก ๆ ็ต้องลงมือทำเอง แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้มันคือข้อดี เพราะถึงจะเหนื่อย แต่ด้วยความที่ ร้านเล็กมีคนน้อย คนที่ทำก็คือตัวเราเอง แปลว่าสิ่งที่สื่อสารออกมา นั่นก็คือเอกลักษณ์ของเราโดยที่ไม่ต้องปรุงแต่งอะไร และธรรมชาติที่สุด
28. อีกหนึ่งการทำให้แบรนด์ของเราชัดเจน คือการทำในสิ่งที่เราถนัดที่สุด ค่อย ๆ ทำทีละอย่าง และถ้าทำแล้ว ต้องไปให้สุดทาง ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำไม่ได้ เพราะเราก็ต้องไปวิเคราะห์คู่แข่ง ไปรู้จักพวกเขาให้มากพอ และนำเอาสิ่งนั้นมาพัฒนาให้ชัดเจนมากกว่า
29. อยากให้ลูกค้าจำ ก็ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ อะไรที่เห็นแล้วรู้สึกใหม่และว้าว ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่รวมไปถึงคุณภาพรสชาติ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าว้าวและจดจำเราได้ ต่อให้ราคาแพงก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเรามีวัตถุดิบที่ดี จนสามารสร้างอาหารที่คุณภาพดีและทำให้ลูกค้าประทับใจได้จริง ๆ
30. คำว่าชัดไม่ใช่แค่อาหาร เมนู แต่คือสิ่งที่เรานำเสนอ ทุกอย่างที่เป็นตัวเรา เพราะถ้าพูดถึงข้าวมันไก่ คนเราก็เสิร์ชหาได้ง่ายปกติ คำถามคือเราจะชัดเจนได้ยังไง ให้กลายเป็นลูกค้าต้องเจาะจงเลือกเสิร์ชชื่อร้านของเราเลยด้วยซ้ำ
31. Key Success ที่แท้จริงก็คือโปรดักส์ คุณภาพอาหารและวัตถุดิบที่ดี เรื่องเอกลักษณ์อื่นอาจจะมาเสริมให้เราชัดมีตัวตน แต่ถ้าสุดท้ายคุณภาพไม่ดี คนก็ไม่จำ หรืออาจจะจำในด้านที่ไม่ดีแทน
32. การเปิดร้านอาหารไม่ได้แปลว่าเราต้องทำอาหารเอง ขายเอง เราแค่ต้องสร้างระบบ และสร้างคน
33. ร้านอาหารระดับโลกที่สามารถขยายสาขาได้ถึงหมื่นสาขา เพราะมี 3 ข้อนี้ คนเก่ง อาหารเก่ง ระบบดี แต่ถ้าคนไม่เก่งหรืออาหารไม่อร่อยนั้นสามารถฝึกฝนได้ ยกเว้น ‘ระบบ’ ไม่ดีจะดึงทุกอย่างลง
34. ใช้ระบบในการทำงานตั้งแต่การสั่งอาหาร จะลดปัญหาเรื่องความผิดพลาดในการจดออเดอร์ เมื่อไม่ผิดพลาดก็จะไม่มีการทิ้งให้สูญเปล่า ลดทั้งขยะลดทั้งต้นทุน
35. ระบบคือหัวใจที่จะทำให้อาหารออกมาเหมือนกันทุก ๆ จานตั้งแต่ปริมาณจนถึงรสชาติ
36. วิธีการสร้างระบบให้กับร้านอาหารที่ทำได้ง่ายคือ ‘ระบบการจัดเก็บของ’ ติดฉลากวัตถุดิบให้ชัดว่าหมดอายุวันไหน เพื่อป้องกันเรื่องรสชาติที่เปลี่ยนไป
37. ระบบหลัก ๆ ของร้านอาหารได้แก่ 1.ระบบสั่งอาหารผ่านเครื่องสั่งอาหารที่ลูกค้าสามารถชำระเงินได้ทั้งเงินสดและบัตรเดรดิต พร้อมแสดงคิวในหน้าจอ 2.ระบบแสดงขั้นตอนการจัดเตรียมอาหาร 3.ระบบวางตารางการทำงานของพนักงาน ทำให้การทำงานของร้านราบรื่น
38. เปลี่ยนอุปกรณ์ในการทำงานใหม่ เช่นเปลี่ยนกระทะทำให้สามารถทำอาหารได้เพิ่มขึ้นหลายออเดอร์
39. กำไรเป็นแค่ทฤษฎีสมมติ แต่การชั่งตวงเป็นหลักฐานของกำไรที่เห็นอย่างชัดเจน
40. คนจะรักเพราะเราสื่อสารได้ดี โดนใจ เข้าใจคน ซึ่งในจุดนี้ขอบอกว่าโปรโมชั่น ไม่ใช่ว่าต้องลดราคา แต่คือเครื่องมือการตลาดทั้งหมด ทั้ง PR Marketing ทั้งหมด เราควรโฟกัสที่ความเข้าใจลูกค้า จับตาดูคู่แข่ง และกลับมาดู Database ของตัวเราเอง และวัดผลโปรโมชั่นให้ได้ ต้องมี KPI ชัดเจน
41. พนักงานเป็นได้มากกว่าคนรับออเดอร์ ทำแคมเปญมาดี แต่ถ้าพนักงานไม่ดีก็จบเห่ได้ ซึ่งเราจะสร้างพนักงานที่รักบริษัท รักแบรนด์ตัวเองได้ ต้องเริ่มจากแบรนด์ต้องรักพนักงานก่อน อย่ารอให้พนักงานที่ดีลอยหล่นมาจากฟ้า แต่เราต้องสร้างวัฒนธรรมที่ดีที่เอื้อให้คนทำงานได้ดี และวัฒนธรรมที่ดีจะดึงดูดคนที่ใช่เข้ามาเอง
42. ยิ่งกว่าทำถึง คือ “วิชาทำเกิน” แล้วลูกค้าจะรักเราเพราะความพิถีพิถัน ในทุกกระบวนการเราต้องยอมทำสิ่งที่ยาก เพื่อให้ลูกค้าง่าย เราต้องใส่ใจใน Process เล็ก ๆ ยิ่งเราทำอะไรที่เกี่ยวกับคน ต้องให้ความสำคัญในดีเทลเล็กน้อย โดยต้องทำหาวิธีทำยังไงให้คนในร้านรู้สึกว่าสนุกไปกับมันด้วยใน Operation ทั้งหน้าร้านและหลังร้าน
43. ทำคอนเทนต์ให้คนรู้จักเรา ขั้นแรกรู้จักแค่เผิน ๆ ก็ยังดีกว่าไม่รู้จักเลย อย่ารอพึ่งแต่อินฟลูฯ เพราะวันหนึ่งอาจจ่ายไม่ไหว สู้สร้างตัวตนเองควบคู่กับการใช้ KOC เพื่อกระตุ้น FOMO แบบเข้าถึงใจคนมากกว่า (เทคนิคการตลาดจากคุณคิวคือจ้าง KOL 1 คนไปรีวิว แล้วค่อยส่ง KOC อีก 30 คนเข้าไปรีวิวตาม เพื่อให้เกิดการพูดถึงและทำตาม)
44. ทำให้ลูกค้ารู้จักเราลึกขึ้น เพราะลูกค้าสมัยนี้ไม่ได้ซื้อของ แต่ซื้อความหมาย . ถ้าทำให้เขารู้จักเราในมิติที่มากกว่าแค่ความสวยของร้านหรือความอร่อยของอาหาร แต่รู้จักไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของร้านนั้น ๆ ด้วย . ธรรมชาติของการซื้อของหลายครั้งมันไม่ใช่การซื้อของ แต่คือการโหวตให้ ! ลองทำคอนเทนต์เบื้องหลังที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ หรือการนำไอเดียของลูกค้ามาทำจริง เป็นต้น
45. ร้านอาหารทุกร้านมีเรื่องราวยากลำบากหลังการเปิดร้านมากมาย แต่หลายร้านไม่เคยเอามาเล่าเลย เพราะฉะนั้น อย่ากลัวที่จะหยิบมาเล่าด้วยความจริงใจ ถ้าเรื่องราวของเรามันมีคุณค่าต่อเขาหรือทัชใจเขา เขาจะพร้อมยืนข้างร้านเราต่อให้มีดราม่า
46. ความแตกต่างระหว่าง เจ้าของธุรกิจและ CEO เจ้าของธุรกิจ คือ คนที่เป็นมีความสามารถในการบริหารธุรกิจ ไม่ว่าบริษัทเล็กหรือใหญ่ มีอำนาจเท่ากัน ทั้งบารมีและ Charisma พนักงานต้องฟังเจ้าของธุรกิจทุกอย่าง และ CEO คือ คนที่จะทำงาน Base on Framework นั่นแปลว่า CEO เหมือนเป็นผู้บริหารที่มีขอบเขตในการทำงาน อาจจะไม่สามารถจัดการทุกอย่างในบริษัทได้ ต้องคอยหารือกับทีมที่เหลือก่อนลงมือทำอะไร
47. การสอนพนักงานต้องดูให้ดี ผิดที่คนเรียนหรือคนสอน ถ้าคุณสอนคนไป 10 คน คนเก่ง 2 คน ที่เหลือไม่ได้เรื่องนั่นคือคนสอนไม่เก่ง เพราะฉะนั้นดูให้ดีๆก่อนว่าใครที่ผิด ต้องแก้ไขที่คนไหน
48. สิ่งที่สมดุลที่สุด คือการเป็นเจ้าของธุรกิจที่สวมหัวใจของ CEO เราจะเป็นเจ้าของกิจการที่คิดทุกอย่างให้เป็นระบบ คิดทุกอย่างให้ Flow โดยที่เรายังคงสามารถทำทุกอย่างได้เชี่ยวชาญเหมือนเดิม
49. 3 อย่างที่ทำให้เจ้าของธุรกิจ ติดกับดักไปต่อไม่ได้ 1. ไม่มี Motivation > มีรายได้แล้วยังไง ได้เงินไป ก็ไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไร 2. กลัว > กลัวทุกเรื่อง ไม่กล้าออกจาก Comfort Zone เพราะสิ่งที่ทำอยู่ เราเคยชินจนสามารถ Control ได้หมด ทุกอย่างเป็น Pattern เดิม ๆ ซ้ำกันไปเรื่อย ๆ 3. Incompetent (ไร้ความสามารถ) > ไม่มีความสามารถในเรื่องที่เราจะทำ เพราะเมื่อเราทำอะไรซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ มาวันนึงไปเจอสิ่งที่เราไม่เคยทำ เราจะคิดไปก่อนทันทีว่าเราไม่ดีพอ เราเป็นคนไร้ความสามารถ คงทำไม่สำเร็จแน่นอน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่กล้าทำและยังไม่ลงมือทำด้วยซ้ำ
50. 4P ที่คนจะเป็นทำธุรกิจให้ไปรอดต้องมี 1. Product > ผลิตภัณฑ์ สิ่งที่ขาย สิ่งที่เราให้บริการ 2. Progress > กระบวนการทำ การผลิต การผลิตสิ่งนั้นขึ้นมาด้วยคุณภาพ 3. People > คือลูกค้าหรือคน ที่จะใช้ 2P บน และเป็นผู้สร้าง Performance ที่เป็นผลลัพธ์ให้กับริษัท ซึ่งถ้าเรามีแค่ 3P แรกก็สามารถทำธุรกิจได้แล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน จนกว่าจะมี P สุดท้าย 4. Protocal > มีระบบ มีสิ่งที่ไว้สื่อสารกับพนักงานและทีมให้เข้าใจ บริษัทจะได้ไปในทิศทางเดียวกัน และมีภาพกว้าง ไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างยั่งยืน