Goldfish family Club

Goldfish family Club ข้อมูลข่าวสาร นานาสาระ เกี่ยวกับกีฬา ข่าวสารทั่วไป

19/11/2025

ออกกำลังกาย ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ถึง 25-40% เลย ต่อให้เป็นมะเร็งแล้วก็ช่วยลดการดำเนินและเพิ่มการตอบสนองต่อการรักษา โคตรคุ้มเลยค่ะ


ลำไส้ใหญ่เป็นอวัยวะที่ “อะไรๆ ฉันก็โดนก่อน”
▪️ เจอกากอาหารก่อน
▪️ แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุลก็โดนก่อน
▪️ ไขมันรอบลำไส้ทำร้ายก่อน
▪️ อินซูลินหลั่งมาก ก็ถูกกระตุ้นก่อน

เมื่อสะสมความเสียหายเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไปถึงระดับ DNA และถ้าซวย ตำแหน่งที่เสียหายคือรหัสคุมการแบ่งเซลล์โดยตรง

🧬 รหัส APC พัง → เซลล์แบ่งไว เริ่มเกิดติ่งเนื้อ
🧬 รหัส KRAS พัง → เร่งความเร็วการแบ่ง → ก้าวสู่มะเร็ง
🧬 รหัส DCC, p53 พัง → เซลล์ขาดระบบหยุด/ฆ่าตัวเอง → อยู่รอดนาน ลุกลามง่าย

มะเร็งต้องสะสม “หลายจุดพัง” จึงจะเกิดจริง ดังนั้นมันเป็นโรคที่ใช้เวลา นานมาก และนี่คือช่องว่างให้เรา “ลุกขึ้นมาแก้เกม” ด้วยการปรับพฤติกรรม หนึ่งในนั้นคือออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ


เพราะออกกำลังกายป้องกันอย่างครอบคลุม

1️⃣ จากกล้ามเนื้อหลั่ง IL-6 / IL-15 เรียกเม็ดเลือดขาวชื่อ Treg, MDSC มาช่วยกดอักเสบในผนังลำไส้ ลดความเสียหายต่อ DNA

2️⃣ ลดไขมันช่องท้องรอบลำไส้ใหญ่ → เนื้อเยื่อไขมันลดการหลั่งสารก่ออักเสบใส่ลำไส้ใหญ่

3️⃣ ลดไขมันทั้งร่าง + เพิ่มความไวต่ออินซูลิน → อินซูลินออกฤทธิ์ดีแล้ว ตับอ่อนจึงไม่ต้องหลั่งอินซูลินเยอะ → ลำไส้ไม่ถูกกระตุ้นให้แบ่งเร็วโดยไม่จำเป็น

4️⃣ Lactate จากกล้ามเนื้อเลี้ยงจุลินทรีย์ดี เพิ่มแบคทีเรียที่ผลิตกรดไขมันสายสั้น → ออกฤทธิ์เสริมผนังลำไส้แข็งแรง + ต้านมะเร็งโดยตรง


หากคุณซวยเริ่มมีติ่งหรือมะเร็งตั้งต้นแล้ว ออกกำลังกายยังช่วย

1️⃣ เพิ่มก๊าซ Nitric oxide → หลอดเลือดเข้าเลี้ยงก้อนดีขึ้น → มะเร็งขาดภาวะออกซิเจนต่ำที่กระตุ้นให้เซลล์เครียดและหาทางรอด → ลดความดุร้ายของมะเร็ง

2️⃣ หลอดเลือดที่ดีขึ้น เปิดทางให้ภูมิคุ้มกันบุกถึงใจกลางก้อนกองทัพมะเร็งล้มง่ายขึ้นมาก

3️⃣ เสริมพลัง NK และ CD8+ T cell ทำงานโหดขึ้น กดมะเร็งได้แรงกว่าเดิมหลายเท่า


สรุปก็คือออกกำลังกายปรับทุกสภาพแวดล้อมให้มะเร็งลำไส้ “เกิดยาก+โตช้า+โดนกำจัดง่าย”

และถ้ายิ่งปรับพฤติกรรมเป็นองค์รวม ยิ่งลดความเสี่ยง
✅ กินผักผลไม้หวานน้อย เพิ่มเส้นใย เลี้ยงแบคทีเรีย
✅ งดสุราและบุหรี่ เพราะกระตุ้นโดยตรงและผ่านแบคทีเรีย
✅ ตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 45–50 ปี


ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเถอะค่ะ ในโลกที่ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงเป็นอันดับต้นๆ
คุณจะเป็น “คนนอกสถิติ” ที่ความเสี่ยงลดลงเรื่อยๆ เป็นหนึ่งใน “การลงทุนสุขภาพ” ที่คุ้มที่สุด และเริ่มได้เดี๋ยวนี้ได้เลยค่ะ

🙏🙏🙏
29/09/2025

🙏🙏🙏

..พรุ่งนี้วันพระ...สีเลนะ สุคะทิงยันติ คนจะไปนรกสวรรค์ก็ด้วยการรักษาศีล.สีเลนะโภคะสัมปะทา คนจะได้โภคาทรัพย์สมบัติ ก็ได้มาด้วยการรักษาศีล จะได้มากเท่าใดก็ไม่มีโทษเพราะได้มาด้วยศีล.สีเลนะ นิพพุติง ยันติ คนจะไปถึงพระนิพพานแดนเกษมสันต์ปราศจากการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง ก็ได้ด้วยศีล..
. #โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..

10/08/2025

🖥️ มูลนิธิกระจกเงารับบริจาค คอมเก่าทุกสภาพ

📦 ที่บ้านใครมีคอมพิวเตอร์เก่าไม่ใช้แล้ว หรือคอมเสีย เอามาร่วมบริจาคกับมูลนิธิกระจกเงาได้นะ! ทางมูลนิธิจะนำมาซ่อม และส่งต่อให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนขาดแคลนกว่า 260 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้น้อง ๆ มีสื่อการเรียนรู้ที่มากขึ้น

📍บริจาคได้ที่ มูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 191 ซอย วิภาวดีรังสิต 62 แยก 4-7
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210
วงเล็บตรงจ่าหน้าว่า (บริจาคคอมเพื่อน้อง)

ขอบคุณข้อมูลจาก Facebook : มูลนิธิกระจกเงา

#ชอบโปร #ชอบโปรชวนให้

25/07/2025

สมเด็จพระนเรศวร กับ ศึกละแวก
หลังเมืองพระนครล่มสลาย เขมรได้ตกเป็นประเทศราชของอโยธยา ต่อมา เชื้อสายกษัตริย์เขมรได้ปลดแอกตั้งตนเป็นเอกราช และไปตั้งราชธานีใหม่ที่เมืองจตุมุขก่อนจะย้ายไปยังละแวก(ปัจจุบันคือ อำเภอกำปงตระลาจ จังหวัดกำปงชนัง กัมพูชา)
หลังสถาปนาละแวกเป็นราชธานี ความสัมพันธ์ระหว่างละแวกกับอโยธยาเป็นไปในแบบกึ่งมิตรกึ่งศัตรู กล่าวคือแม้สองฝ่ายจะมีศึกกันเป็นระยะ โดยผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่เมื่อใดที่ละแวกเกิดศึกใหญ่ภายใน ก็จะมีพระราชวงศ์ของละแวกลี้ภัยมาขอพึ่งอโยธยา ดังเมื่อครั้ง
ที่เสด็จกอน มหาเสนาบดีละแวกก่อกบฏยึดบัลลังก์ พญาจันทราชา โอรสของกษัตริย์ละแวกก็เสด็จลี้ภัยมาขอพึ่งอโยธยาและได้รับความช่วยเหลือจนกลับไปชิงบัลลังก์คืนได้สำเร็จ
ต่อมาเมื่ออโยธยาเสียกรุงให้ทัพพระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง ในปี ค.ศ.2112 สมเด็จพระปรมินทร์ราชา กษัตริย์แห่งละแวกได้ถือโอกาสที่อโยธยาเพิ่งพ่ายศึกหงสา วดี ส่งกองทัพมาโจมตี และกวาดต้อนผู้คนถึงยังชานพระนคร แต่ถูกพระมหาธรรมราชา กษัตริย์องค์ใหม่ต้านทานไว้ได้
ครั้นเมื่อพระนเรศ พระโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมหาอุปราชไปครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ กรุงละแวกก็ได้ส่งทัพเรือเข้าตีเมืองเพชรบุรีแตก กวาดต้อนผู้คนไปได้เป็นอันมาก
ต่อมา ในปี ค.ศ.2119 พระปรมินทร์ราชาสวรรคต นักพระสัตถา พระราชโอรสขึ้นครองราชย์ต่อ พระองค์หมายแสดงพระบรมเดชานุภาพ จึงให้ส่งกองทัพมาตีเมืองนครราชสีมา ทว่าถูกพระอุปราชนเรศ นำทัพเข้าปะทะจนทัพละแวกแตกพ่ายกลับไป
หลายปีต่อมา เมื่อพระนเรศทรงประกาศอิสรภาพและเริ่มทำศึกกับหงสาวดี ทางนักพระสัตถา พระเจ้ากรุงละแวก ทรงเห็นว่า อโยธยากำลังจะเข้มแข็งขึ้น จึงส่งทูตมาขอผูกไมตรีด้วย โดยในศึกที่พระเจ้านันทบุเรงทรงให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาตีอโยธยา ทางกรุงละแวกก็ได้ส่ง พระอนุชา คือ พระศรีสุพรรณ นำทัพมาช่วยรบกับทัพหงสา-เชียงใหม่ ด้วย
ภายหลังเมื่อ พระเจ้านันทบุเรงทรงยกทัพใหญ่มาตีกรุง อโยธยา ด้วยพระองค์เอง นักพระสัตถาก็ทรงเห็นว่า คราวนี้ อโยธยาคงรับศึกหงสาวดีเอาไว้มิได้ จึงได้ตัดไมตรี และส่งทัพหนึ่งหมื่นเข้ามาโจมตีหัวเมืองฝั่งตะวันออก แต่ถูกฝ่ายอโยธยาส่งทัพไปรุกไล่จนล่าถอยไป
การที่ละแวกตระบัดสัตย์ เข้าโจมตีอโยธยาในยามติดศึกหงสาวดี ทำให้พระนเรศทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก และทรงมีดำริที่จะต้องปราบปรามเมืองละแวกให้จงได้
โดยหลังขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงนำทัพไปตีกรุงละแวก แต่ในครั้งแรก ทำการไม่สำเร็จ เนื่องด้วยฝ่ายละแวกตั้งรับเข้มแข็ง อีกทั้งอโยธยายังเตรียมการไปไม่ดีพอจึงต้องถอยทัพกลับ ครั้นต่อมา หลังเสร็จศึกมหาอุปราชาแล้ว สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงยกทัพมีรี้พลหนึ่งแสนไปตีกรุงละแวกอีกครั้งในปี พ.ศ.
2136 ฝ่ายอโยธยารุกเข้าตีละแวกพร้อมกันทั้งทางบกและทางทะเล โดยแบ่งทัพเข้าตียึดเมืองรอบนอกของละแวกได้จนหมด เพื่อตัดกำลังฝ่ายละแวก จากนั้นจึงเข้าล้อมกรุงละแวกเป็นอันดับสุดท้าย
ในพงศาวดารกัมพูชา ได้เล่าถึง เหตุการณ์ที่สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีกรุงละแวก ไว้ว่า อโยธยาได้ยกมาตีกรุงละแวกสองครั้ง โดยในครั้งแรกนั้น ทัพอโยธยามิอาจตีกรุงละแวกได้ เนื่องด้วยเทพยดาที่รักษาเมืองได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ป้องกันพระนครเอาไว้ และที่สำคัญ คือ รอบกรุงละแวก มีป่าไผ่แน่นหนาขึ้นล้อมรอบตัวเมืองจนเหลือช่องทางให้ผ่านเข้าได้เพียงแคบๆ เป็นอุปสรรคขัดขวางยามที่ทัพอโยธยายกเข้าตีเมือง
ดังนั้น สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงมีพระบัญชาให้มหาดเล็กสองนาย ปลอมตัวเป็นพระภิกษุ ผู้มีวิทยาอาคมแอบแฝงตัวอยู่ในกรุงละแวก และแสดงคุณวิเศษให้ผู้คนหลงเชื่อ จากนั้นก็ให้หาโอกาสทำลายอิทธิฤทธิ์ของพระเสื้อเมืองทรงเมืองที่ปกปักษ์รักษากรุงละแวกอยู่ พร้อมกันนั้น ก่อนที่พระองค์จะเสด็จนำทัพกลับ ก็ทรงมีพระบัญชาให้นำเงินแท่งมาหลอมเป็นกระสุนและระดมยิงเข้าไปในป่าไผ่เหล่านั้นเป็นอันมาก จากนั้นทัพอโยธยาจึงล่าถอยกลับไป
ในเวลาต่อมา เมื่อชาวเมืองละแวกได้รู้เรื่องที่ทัพอโยธยายิงกระสุนเงินเข้าไปในป่า จึงพากันออกจากเมืองมาถางป่าไผ่เพื่อค้นหากระสุนเงินเป็นจำนวนมาก ทำให้ป่าไผ่ถูกทำลายไปเกือบหมด
ในขณะนั้นเอง ภิกษุปลอมทั้งสองก็ได้ทำคุณไสยเพื่อทำลายอิทธิฤทธิ์ของพระเสื้อเมือง ทั้งยังลอบเข้าไปทำลายปืนใหญ่สำคัญๆที่ประจำอยู่ในบนเชิงเทินด้วย จากนั้นจึงลอบส่งข่าวไปแจ้งแก่ทางอโยธยา
ครั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่า อุบายที่วางไว้ประสบผลสำเร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จยกทัพมาอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ กองทัพอโยธยาสามารถตีเมืองสำคัญของละแวกได้ทั้งสิ้น จากนั้นจึงยกเข้าล้อมเมืองละแวกเอาไว้อย่างแน่นหนา
เมื่อ ละแวกหมดสิ้นป่าไผ่ที่เป็นปราการป้องกันเมืองแล้ว ประกอบกับปืนใหญ่สำคัญๆ ก็ได้ถูกอุปนิกขิตของ อโยธยาทำลายไป ทำให้กองทัพอโยธยา สามารถเข้าประชิดกำแพงเมืองได้ หลังจากนั้นไม่นาน กรุงละแวกก็เสียแก่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวร
ซึ่งในสงครามครั้งนี้ พงศาวดารกัมพูชาและบันทึกของชาวสเปน กล่าวไว้ว่า กองทัพอโยธยาสามารถจับตัวพระศรีสุพรรณ อุปราช กรุงละแวกได้ ส่วนนักพระสัตถา พระเจ้ากรุงละแวกนั้น ทรงหนีไปลี้ภัยอยู่ในที่เมืองสเต็งตรึงชายแดนระหว่างล้านช้างกับละแวก และสิ้นพระชนม์ที่นั่น หลังจากนั้นไม่นานนัก

เรียบเรียงข้อมูลโดย เพจเกร็ดประวัติศาสตร์ v2

King Naresuan and the Lawa War
After the fall of Angkor, Cambodia became a vassal state of Ayutthaya. Later, the descendants of the Khmer kings liberated themselves and established a new capital city at Chatumuk before moving to Lawa (currently Kampong Tralac District, Kampong Chhnang Province, Cambodia).
After the establishment of Lawa War, the relationship between Lawa War and Ayutthaya was half-friend, half-enemy. That is, even though the two sides fought each other from time to time, taking turns attacking and defending, whenever Lawa War broke out, the royal family of Lawa War would seek refuge in Ayutthaya, as when
Seth Kon, Maha Sena Bodhi of Lawa Warped and seized the throne, Phraya Chantharacha, the son of the King of Lawa War ... The king of Lava took the opportunity when Ayutthaya had just lost to Hongsawadi and sent an army to attack and round up the people to the outskirts of the capital, but was resisted by the new king, Maha Thammaracha.
When King Nares, the son of King Maha Thammaracha, was appointed as the Crown Prince to rule the northern cities, Lavaka sent a navy to attack Phetchaburi and round up many people.
Later, in 2119, King Paramintraracha died and his son, Nak Phra Sattha, succeeded him to the throne. He wanted to show his power, so he sent an army to attack Nakhon Ratchasima. However, he was led by the Crown Prince Nares, who led the army to fight and the Lavaka army was defeated and sent back.
Many years later, when King Nares declared independence and started fighting with Hongsawadi, Nak Phra Sattha, the king of Lavaka, saw that Ayutthaya was becoming stronger, so he sent an envoy to ask for friendship. In the battle where King Nandabureng ordered the King of Chiang Mai to lead an army to attack Ayutthaya, The city of Lava also sent his younger brother, Phra Sri Suphan, to lead an army to help fight the Hongsa-Chiang Mai army.
Later, when King Nandabureng led a large army to attack Ayutthaya by himself, the monks saw that Ayutthaya would not be able to withstand the battle of Hongsawadi. Therefore, they broke their friendship and sent an army of ten thousand to attack the cities on the eastern side, but were chased and retreated by the Ayutthaya army.

The fact that Lava broke its promise and attacked Ayutthaya during the war in Hongsawadi made King Naresuan very angry. He thought that he had to suppress Lava.

After ascending to the throne, King Naresuan led an army to attack the city of Lava, but the first time, it was unsuccessful because Lava was defending strongly and Ayutthaya was not well prepared, so they had to retreat. Later, after the war with Maha Uparaja, King Naresuan led an army of 100,000 to attack the city of Lawak again in the year 2136. The Ayutthaya side attacked Lawak simultaneously on land and sea. They divided their troops to attack and capture the outer cities of Lawak until they were all gone to cut off the Lawak forces. Then they besieged Lawak as the last resort.
The Cambodian Chronicles tell of the incident when King Naresuan led his army to attack Lawak twice. On the first occasion, the Ayutthaya army was unable to attack Lawak because the gods who protected the city showed their supernatural powers to protect the city. Importantly, there was a thick bamboo forest around Lawak, leaving only a narrow passageway to pass through, which was an obstacle when the Ayutthaya army attacked the city.

Therefore, King Naresuan ordered two royal pages to disguise themselves as monks who had magical powers and hide in Lawak and show their magical powers to deceive people. Then, he ordered them to find an opportunity to destroy the power of the city guardian of Phra Suea Mueang who was protecting the city of Lawa. At the same time, before he led his army back, he ordered that silver bars be melted down into bullets and fired into the bamboo forest in large numbers. After that, the Ayutthaya army retreated.

Later, when the people of Lawa learned that the Ayutthaya army had fired silver bullets into the forest, they left the city to clear the bamboo forest in search of silver bullets in large numbers, causing the bamboo forest to be almost completely destroyed.

At that time, the two fake monks performed black magic to destroy the power of Phra Suea Mueang and also secretly destroyed important cannons stationed on the ramparts. Then, they secretly sent news to inform the Ayutthaya authorities.

When King Naresuan learned that his plan had succeeded, he led his army again. This time, the Ayutthaya army was able to capture all of Lawa’s important cities. Then, he surrounded Lawa tightly.

When Lawa was free of the bamboo forest that was the city’s defense, along with the important cannons It was destroyed by the fate of Ayutthaya, allowing the Ayutthaya army to approach the city walls. Not long after, the city of Lawak was lost to the army of King Naresuan.

In this war, the Cambodian chronicles and the Spanish records stated that the Ayutthaya army was able to capture Phra Sri Suphan, the Viceroy of Lawak. As for the Phra Sattha, the King of Lawak, he fled to seek refuge in the city of Steng, on the border between Lan Xang and Lawak, and died there not long after.

Compiled by the Historical Trivia Page v2

ยืดหน่อยค่ะ 😄
09/07/2025

ยืดหน่อยค่ะ 😄

07/07/2025

ปวดเมื่อยตัว แต่ไม่อยากพึ่งยา ลอง “อาบน้ำตะไคร้” ดูค่ะ สมุนไพรบ้าน ๆ ช่วยให้สบายตัวขั้นสุด
ตะไคร้ เป็นพืชที่มีน้ำมันหอมระเหย มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคือ ช่วยขับเหงื่อ บรรเทาปวด ลดการอักเสบ และจะออกฤทธิ์ได้ดีเมื่อกระตุ้นด้วยความร้อน
ตามหลักของการบรรเทาอาการปวดและการอักเสบจะใช้ความร้อน ประมาณ 40 - 45 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก ไม่ว่าจะเป็นวิธีอบ แช่ หรืออาบ จะช่วยบรรเทาอาการปวดในผู้ที่มีอาการไม่มากและไม่ปวดเรื้อรังได้
แค่มีหม้อต้มน้ำ กับตะไคร้ 3-4 ต้น ก็เนรมิตอ่างอาบแบบโบราณได้แล้วนะ
#ชีวจิต #แก้ปวด #ตะไคร้

แบ่งปันกันได้นะคะ 😇😇
28/06/2025

แบ่งปันกันได้นะคะ 😇😇


#ปันนี้ให้เธอ

💬 ใครที่มีอุปกรณ์วาดรูปที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังสภาพดี สามารถส่งต่อให้กับทางหอศิลป์ บ้านผู้สูงอายุราชสีมาได้นะ เพราะเค้าจะนำไปส่งต่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ฝึกทักษะวาดภาพระบายสีผ่อนคลายยามว่าง ทำให้มีกิจกรรมทำไม่เหงา แถมยังได้บำบัดอีกด้วย

📦 รับบริจาคสีสำหรับวาดเขียนทุกชนิด พู่กันวาดรูป, กระดาษ, สมุดวาดรูป, ยางลบ, กบเหลา และอื่นๆ

📍 ส่งของบริจาคไปได้ที่ :
หอศิลป์ บ้านผู้สูงอายุราชสีมา
892 ถ.เดชอุดม ต.ในเมือง อ.เมือง
จ.นครราชสีมา 30000

🗓️ บริจาคได้เรื่อยๆ ยังไม่มีกำหนดปิดรับ

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/arttharapygallery?mibextid=LQQJ4d

#ปันโปร

#บริจาคอุปกรณ์วาดรูป

18/06/2025

นอนหลับไม่พอ สมองเก็บสะสมขยะ

จริง ๆ แล้ว เวลานอน สมองไม่ได้พักแต่มันมีแม่บ้านมาเก็บขยะ
ในสมอง ระบบบีบตัว เก็บขยะ เราเรียก Glymphatic system ระบบกิมฟาติก

จากการ x-ray ด้วยวิธีพิเศษขณะหลับ เรามีระบบแม่บ้านจะตื่นเสมอ มันจะบีบตัวเป็นจังหวะ เหมือนแม่บ้านใช้น้ำ ล้างพื้น ขับเอาสารต่างๆ ที่ทำให้เหนื่อยล้าและเป็นพิษออกไป

มาดูดีกว่า ว่า สารที่มันล้างออกในกลางคืนมีอะไรบ้าง

1. เบต้า-อะไมลอยด์ (β-amyloid)
โปรตีนที่เมื่อสะสมมากเกินไปจะจับตัวเป็นคราบในสมอง (amyloid plaques)
เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์
ระบบไกลม์ฟาติกจะช่วยล้างออกในช่วงที่นอนหลับ โดยเฉพาะช่วงหลับลึก

2. โปรตีนเทา (Tau protein)
โปรตีนที่ถ้าสะสมผิดปกติจะทำให้เซลล์สมองเสื่อม
พบมากในโรคทางสมอง เช่น อัลไซเมอร์
การนอนหลับช่วยกำจัดโปรตีนเทาที่เกินความจำเป็น

3. แลคเตท (Lactate)
ของเสียจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานในสมอง
ระดับแลคเตทลดลงชัดเจนขณะนอนหลับ แสดงว่าถูกกำจัดออก

4. สารอนุมูลอิสระ และของเสียจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (ROS)
เกิดจากการทำงานของสมองและความเครียด
การสะสมอาจทำลายเซลล์ประสาท
ระบบไกลม์ฟาติกช่วยล้างออก ลดความเสี่ยงการอักเสบและเสื่อมของสมอง

5. ของเสียจากการสลายของสารสื่อประสาท
เช่น กลูตาเมต และโดปามีน
การขจัดของเสียเหล่านี้ช่วยรักษาสมดุลของสมอง

แค่นอน ก็ลดโรค แค่นอนการทำงานก็ดีขึ้น

แต่ ๆ อะไร เกินพอดีก็ไม่ดี นอนเกิน 9 ชั่วโมง ก็เสี่ยงโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ และนอนมากไปขี้เกียจขึ้นอืดก็ไม่ได้งานด้วย

- อจ สุรัตน์

😊😊
13/06/2025

😊😊

ที่อยู่

หัวหมาก รามคำแหง บางกะปิ กทม
Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Goldfish family Clubผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์