Caffeinedealer เปิดร้านเอาสังคม ก็เลยได้สังคม

17/05/2026

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว การเกิดขึ้นของสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ สร้างความประหลาดใจให้กับใครหลายๆ คน เหตุเพราะการออกมายืนหยัดให้กับคนชงกาแฟยังไม่เคยเกิดขึ้นมาในประเทศไทยมาก่อน และการจะก้าวเท้าออกมาพูดหรือรวมตัวเรียกร้องสิทธิแรงงานอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วจะให้ความสุขสดใส กลับกันโอกาสที่จะโดนชี้หน้าด่าว่า ‘Aggressive’ ยังจะมีมากเสียกว่าคำชมเชย
แต่การเกิดขึ้นของสหภาพแรงงานบาริสต้า ทำให้ความไม่เป็นธรรมที่คนชงกาแฟหนึ่งคนหรือหลายคนต้องเจอถูกพูดถึงเพราะแทนที่จะซ่อนมันไว้ใต้พรมแบบไทยๆ เราทำมาโดยตลอด หากไม่มีสหภาพแรงงานบาริสต้า เราจะไม่รู้เลยว่า กาแฟแต่ละแก้วที่คนเชียงใหม่กินมาจากการกดขี่แรงงาน คนทำงานได้ค่าแรงไม่ถึงบาร์ค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีเบาะรองยามเจ็บป่วยอย่างประกันสังคม และทำให้รู้เหตุผลว่า ที่คนชงกาแฟในร้านเดิมเปลี่ยนหน้าบ่อยนั้น เป็นเพราะต้องย้ายที่ทำงานหลายครั้ง
คำถามก็คือ วันนี้ผ่านมา 4 ปีแล้ว นับตั้งแต่วันก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า ปัญหาที่ว่ามานี้หายไปหรือยังอยู่
The Momentum ขอยกประเด็นนี้กลับมาพูดถึงมันอีกครั้ง เนื่องในวันแรงงาน อัพเดตความเคลื่อนไหวกับผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ อย่าง เริงฤทธิ์ ละออกิจ ว่า ณ วันนี้ สิทธิแรงงานของคนชงกาแฟดีขึ้นหรือยัง
เรื่อง: พิพัฒน์พงษ์ ศรีวิชัย
ภาพ: ธนดิษ ศรียานงค์, อภิสรา วิเศษบุญลือ
#ค่าแรงขั้นต่ำ #บาริสต้า #ค่าแรง #เชียงใหม่ #กาแฟ #ค่าแรงเชียงใหม่ #ค่าแรงบาริสต้า #เริงฤทธิ์ละออกิจ #สหภาพบาริสต้าเชียงใหม่ #สหภาพบาริสต้า #แรงงาน

15/05/2026

ตอนแรกไปเปิด 5 สาขา
ล้อมสตาร์บัค จนแย่งลูกค้า
มาได้ ตอนนี้มีกว่า 2,000 สาขา
Gong Cha ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 โดย Zhen-hua Wu ที่ไต้หวัน แต่กว่าจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก มันต้องรอจนถึงปี 2011 เมื่อ Martin Berry อดีตนายธนาคาร เดินผ่านห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในสิงคโปร์แล้วสะดุดตากับร้านชานมไข่มุกร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง
ปี 2011 Martin Berry ยังเป็นนักธนาคารมืออาชีพ ชีวิตมั่นคง รายได้ดี แต่วันหนึ่งระหว่างเดินในห้างที่สิงคโปร์ เขาพบกับ Gong Cha ร้านชาจากไต้หวันที่มีคนต่อคิวยาวเหยียด
สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือระบบ รสชาติ และประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากทุกอย่างที่มีอยู่ในตลาด เขามองว่านี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคทั่วเอเชียและทั่วโลกยังรอคอยอยู่
ปี 2012 เขาตัดสินใจบินไปไต้หวันเพื่อพบกับ Zhen-hua Wu ผู้ก่อตั้ง เจรจาขอสิทธิ์แฟรนไชส์ และเปิดสาขาแรกที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยที่ยังไม่มีใครรู้จัก Gong Cha ในตอนนั้นเลย
และความน่าสนใจไม่ใช่เรื่องชา แต่เป็นกลยุทธ์การตลาดของเขา คือการเปิด 5 สาขาแรกข้างๆ Starbucks เพื่อแย่งลูกค้าให้มากินร้าน Gong Cha แทน
ปรากฏว่า มีคนต่อคิวยาวถึง 250 คน จนทำให้คนจาก Hyundai เสนอให้ Martin กับภรรยา เปิดร้านในห้างของพวกเขาได้ทั่วประเทศเกาหลี จากเดิมที่มีอยู่ 5 สาขา เพิ่มขึ้นเป็น 50 สาขา
และในปี 2017 Martin คิดการใหญ่ ร่วมมือกับ UCK Partners เพื่อเข้าซื้อกิจการแบบย้อนกลับ Royal Tea Taiwan ที่เป็นบริษัทแม่เจ้าของแบรนด์ Gong Cha เพื่อที่จะตีตลาดไปทั่วโลก
ปี 2024 Gong Cha มีมากกว่า 2,000 สาขาใน 30 ประเทศทั่วโลก และสร้างยอดขายรวม 18,500 ล้านบาท
Martin Berry พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มูลค่าที่แท้จริงในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ระบบที่สร้างความสม่ำเสมอ และแบรนด์ที่สร้างความรู้สึกให้คนอยากกลับมาซ้ำ
ทุกครั้งที่คุณซื้อชานมไข่มุกแก้วหนึ่ง คุณไม่ได้จ่ายเงินซื้อชา น้ำตาล และไข่มุก คุณกำลังจ่ายเงินซื้อระบบทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การฝึกอบรมพนักงาน ไปจนถึงสูตรที่ถูกออกแบบมาให้คุณอยากกลับมาซื้ออีกครั้ง
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง :
https://cnb .cx/42qZUqU

ถ้าผู้บริโภคจำนวนมากรู้จักกาแฟผ่านรสชาติในแก้ว บาริสต้าอาจเป็นคนสุดท้ายที่ส่งต่อประสบการณ์นั้น แต่ก่อนกาแฟหนึ่งแก้วจะถูก...
15/05/2026

ถ้าผู้บริโภคจำนวนมากรู้จักกาแฟผ่านรสชาติในแก้ว บาริสต้าอาจเป็นคนสุดท้ายที่ส่งต่อประสบการณ์นั้น แต่ก่อนกาแฟหนึ่งแก้วจะถูกเสิร์ฟ ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่อยู่เบื้องหลัง และมีผลต่อรสชาติไม่แพ้กัน นั่นคือ “โรสเตอร์” หรือผู้คั่วกาแฟ


เพราะการคั่วไม่ใช่แค่การทำให้เมล็ดกาแฟสุกหรือมีกลิ่นหอม แต่เป็นขั้นตอนสำคัญที่กำหนดว่าเมล็ดกาแฟล็อตหนึ่งจะถ่ายทอดตัวตนของมันออกมาได้มากแค่ไหน


มุมมองนี้สะท้อนผ่านบทสนทนากับ นาโอโกะ คิโดตะ มาสเตอร์โรสเตอร์แห่ง Starbucks Reserve Roastery Tokyo ที่เดินทางจากโตเกียวมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในโลกกาแฟผ่านบูธสตาร์บัคส์ในงาน World of Coffee Bangkok 2026 ที่ผ่านมา


โดยนาโอโกะเป็นหนึ่งในมาสเตอร์โรสเตอร์ของสตาร์บัคส์ที่ได้รับการรับรองเพียง 2 คนในเอเชีย และ 10 คนทั่วโลก เส้นทางของเธอเริ่มต้นกับสตาร์บัคส์ในปี 2009 จากตำแหน่งบาริสต้า ก่อนจะผ่านการทำงานในหลายสาขา เดินทางไปยังแหล่งกำเนิดกาแฟหลายประเทศ และค่อย ๆ ขยับเข้าสู่โลกของการคั่วกาแฟอย่างจริงจังจากความหลงใหลในโลกกาแฟของเธอ


ในปี 2019 เธอเข้าร่วม Starbucks Reserve Roastery Tokyo ในตำแหน่งโรสเตอร์ ก่อนจะได้รับการรับรองเป็นมาสเตอร์โรสเตอร์ในปี 2024


ปัจจุบัน บทบาทของนาโอโกะไม่ได้มีเพียงการคั่วกาแฟ แต่รวมถึงการดูแลคุณภาพการคั่วทั้งกระบวนการคั่วและระบบบริหารคุณภาพกาแฟ เพื่อให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอในระดับโลก ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมโรสเตอร์รุ่นใหม่ ๆ และเป็นผู้นำด้านการฝึกอบรมทักษะการรับรู้รสชาติ (Sensory) ให้แก่ทั้งบาริสต้าและโรสเตอร์ โดยเน้นการเปลี่ยนประสบการณ์ด้านรสชาติที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นระบบ และสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้จริง


เมื่อนาโอโกะพูดถึงอนาคตของกาแฟ คำที่เธอให้ความสำคัญมากที่สุดคำหนึ่งคือ “Diversity” หรือความหลากหลาย

โดยเฉพาะความหลากหลายของวิธีแปรรูปกาแฟ


นาโอโกะมองว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตกาแฟโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นในการพัฒนากระบวนการแปรรูป จากเดิมที่วิธีการแปรรูปอาจยังมีไม่มากนัก แต่วันนี้มีเทคนิคใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น Anaerobic Processing หรือการแปรรูปแบบไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งเป็นการหมักกาแฟในสภาวะควบคุม เพื่อสร้างกลิ่นและรสชาติที่แตกต่างจากกาแฟแบบดั้งเดิม


ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้กาแฟไม่ได้มีรสชาติหลากหลายเพียงเพราะมาจากคนละประเทศหรือคนละแหล่งปลูก หรือการดูแลคุณภาพของเมล็ดกาแฟจากการปลูกเท่านั้น แต่ยังหลากหลายจากวิธี และกระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟหลังการเก็บเกี่ยวก่อนส่งต่อไปยังโรงคั่วเพื่อให้โรสเตอร์ดึงบุคลิกของเมล็ดกาแฟออกมาให้มากที่สุด

และนี่คือจุดที่งานของโรสเตอร์ซับซ้อนขึ้น


เมื่อความหลากหลายของบุคลิกกาแฟมีเพิ่มขึ้น โรสเตอร์จึงไม่สามารถใช้วิธีคั่วแบบเดียวกันกับกาแฟทุกชนิดได้ แต่ต้องเข้าใจว่าเมล็ดกาแฟแต่ละล็อตมี “บุคลิก” อย่างไร


นาโอโกะอธิบายว่า เมื่อได้รับกรีนบีนใหม่ (เมล็ดกาแฟที่ผ่านกระบวนการก่อนคั่ว) สิ่งแรกที่เธอทำคืออ่าน Taste Note ที่แนบติดมา เพื่อให้ทราบว่าเมล็ดนั้นมีบุคลิกแบบไหนก่อน จากนั้นจึงค่อยออกแบบการคั่วให้เหมาะสม เพื่อดึงบุคลิกของกาแฟที่ได้รับออกมาให้มากที่สุดตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ก่อนที่จะทดลองคั่วเพื่อทดสอบรสชาติไปเรื่อย ๆ


การทดสอบรสชาติแต่ละครั้งเธอจะมีคำถามกับตัวเองในรสชาติและกลิ่นกาแฟเสมอ เช่น สามารถดึงความหวานซึ่งเป็นบุคลิกกาแฟล็อตนี้ออกมาได้มากขึ้นอีกหรือเปล่า, มีความเป็นผลไม้มากขึ้นได้ไหม ซึ่งในขั้นตอนนี้เธอจะทดลองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสามารถดึงจุดเด่นสูงสุดของกรีนบีนแต่ละล็อตออกมาได้


เพราะเธอมองว่าในฐานะคนคั่วกาแฟ สิ่งที่สำคัญคือการตื่นตัวและไวต่อความรู้สึก (Sensitive) กับวิธีการแปรรูปที่แตกต่างกันเหล่านี้ เพราะมันนำไปสู่กลิ่น (Flavor) และรสชาติ (Taste) ที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งจุดนี้เป็นทั้งความยากและความสนุกในฐานะโรสเตอร์


โดยเฉพาะกาแฟที่มีรูปแบบที่แตกต่างจากเมล็ดกาแฟทั่วไป หรือเมล็ดกาแฟที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแบบใหม่ เช่น Anaerobic Processing ซึ่งนาโอโกะมองว่าเป็นกาแฟที่คั่วท้าทายกว่าเดิม เพราะมักมีปริมาณน้ำตาลและกรดอะมิโนสูง ทำให้การควบคุมไฟในเครื่องคั่วต้องละเอียดมาก หากใช้ไฟแรงเกินไป เมล็ดกาแฟอาจไหม้ หรือทำให้รสชาติหลุดจากทิศทางที่ต้องการได้ง่าย


หรือแม้แต่กาแฟที่มีเมล็ดที่ยาวกว่าปกติ ก็ทำให้การคุมไฟยากเช่นกัน เพราะถ้าคุมไฟไม่ดีพอ เมล็ดด้านนอกจะไหม้ ด้านในจะไม่สุก


ขณะเดียวกัน งานของโรสเตอร์ยังต้องอาศัย Sensory Skill หรือทักษะการรับรู้กลิ่นและรสชาติอย่างมาก เพราะเมื่อชิมหรือดมกลิ่นซ้ำ ๆ ประสาทสัมผัสอาจเริ่มชินและไวต่อกลิ่นน้อยลง นาโอโกะจึงต้องปรับประสาทรับกลิ่นของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถประเมินกาแฟได้แม่นยำ โดยสิ่งที่เธอทำคือการสูดอากาศบริสุทธิ์ หรือการดมข้อพับแขนตัวเอง เพื่อปรับกลิ่นจมูก


นอกจากนี้ เธอยังไม่ใช้น้ำหอม และน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อให้ประสาทสัมผัสพร้อมรับรู้กลิ่นและรสชาติกาแฟอยู่เสมอ


รายละเอียดนี้อาจดูเล็ก แต่สะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังรสชาติกาแฟหนึ่งแก้ว มีทั้งความรู้ ความชำนาญ และการฝึกฝนที่ละเอียดกว่าที่ผู้บริโภคทั่วไปมองเห็น

เพราะกาแฟไม่ได้จบแค่คำว่า “หอม” หรือ “เข้ม” อีกต่อไป


เพราะในวันที่ผู้ผลิตกาแฟทั่วโลกเริ่มทดลองวิธีแปรรูปใหม่ ๆ และผู้บริโภคเริ่มเปิดรับรสชาติที่ซับซ้อนมากขึ้น บทบาทของโรสเตอร์จึงยิ่งสำคัญกว่าเดิม เพราะโรสเตอร์คือคนที่ต้องทำให้ความซับซ้อนเหล่านั้นกลายเป็นประสบการณ์ที่ดื่มแล้วเข้าใจได้


กรณีของนาโอโกะ คิโดตะ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของมาสเตอร์โรสเตอร์หญิงจากญี่ปุ่นที่เดินทางมาร่วมงานกาแฟในกรุงเทพฯ แต่สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมกาแฟที่กำลังเปลี่ยนไป


จากยุคที่กาแฟถูกเล่าด้วยแหล่งปลูก สายพันธุ์ หรือระดับการคั่ว มาสู่ยุคที่กาแฟถูกเล่าด้วย “ความหลากหลายของกระบวนการ” และ “ความเข้าใจในบุคลิกของเมล็ดกาแฟ”


เพราะกาแฟที่ดีอาจไม่ได้เกิดจากการคั่วให้เหมือนเดิมทุกครั้ง แต่เกิดจากการเข้าใจว่าเมล็ดกาแฟแต่ละล็อตแตกต่างกันอย่างไร และควรถูกเล่าออกมาในแบบไหน


สำหรับนาโอโกะ ความท้าทายนี้อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุดของการเป็นโรสเตอร์ แต่ก็เป็นส่วนที่สนุกที่สุดเช่นกัน
..

🟡 Talk About Market FYI

รสชาติกาแฟสไตล์นาโอโกะ

นาโอโกะชอบกาแฟที่มีทั้งรสชาติจากธรรมชาติของเมล็ดกาแฟ และรสชาติที่เกิดจากศิลปะของการคั่ว โดย 3 รสชาติหลักที่เธอชอบ ได้แก่

รสสัมผัสแบบ Sour-Sweet (เปรี้ยวอมหวาน) คล้ายแอปเปิลหรือแอปริคอต

กลิ่นโทน Floral (ดอกไม้)

กลิ่นโทน Roasty/Brown Oil ที่ได้จากการคั่ว เช่น ช็อกโกแลตหรือน้ำตาลทรายแดง

#คั่วกาแฟ #คนคั่วกาแฟ

12/05/2026

"ทรัพย์สิน" ที่มีค่าที่สุด
ไม่ใช่ หุ้น รถหรู อสังหาฯ
หรือ เงินทองมหาศาล
แต่ คือ ความสัมพันธ์ที่ดี
ที่คนรอบข้างมีให้คุณต่างหาก
หากคุณ "มีสิ่งนี้" อยู่กับตัว
ก็จง "รักษามันสุดหัวใจ"
เพราะ "ความจริงใจ"
"หายาก" กว่า "เงิน"
เขียนโดย ทีมงาน #สมองไหล
#สังคมคนสร้างธุรกิจจากศูนย์

12/05/2026

Cappuccino

Double Espresso T/A
12/05/2026

Double Espresso T/A

10/05/2026

เป็นคนแก่ ที่รู้การเงิน
สร้างตัวเอง จนมีพอร์ตลงทุน
กว่า 726 ล้านบาท
จนช่วงสุดท้าย บริจาคทั้งหมด
เพื่อทุนการศึกษาของสตรี
ในปี 1995 หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งในแมนฮัตตัน เพื่อนบ้านรู้จักเธอในฐานะหญิงชรายากจนที่ใส่เสื้อโค้ทดำผืนเดิมทุกวัน ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ชีวิตที่เรียบง่ายนั้น มีพอร์ตหุ้นที่สร้างรายได้เงินปันผลปีละกว่า 24 ล้านบาท
คนนั้นคือ Anne Scheiber ตำนานนักลงทุนแบบเน้นคุณค่านั่นเอง
เธอเกิดในครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้อง 9 คน พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอออกทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบทั้งปริญญาและกฎหมาย แม้จะเก่งเพียงใด แต่ในฐานะผู้หญิงชาวยิวในยุคนั้น เธอไม่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งตลอด 23 ปีในกรมสรรพากร เงินเดือนสูงสุดที่เธอได้รับคือแค่ 103,950 บาทต่อปี
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงปี 1930 เธอฝากเงินก้อนโตที่เก็บสะสมมาให้น้องชายซึ่งเป็นโบรกเกอร์ดูแล และน้องชายบริหารพัง เธอสูญเสียเงินทั้งหมด ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จะจัดการเงินด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ไว้ใจใครอีก
หลังเกษียณที่อายุ 51 ปี พร้อมเงินก้อนเล็กๆ ราว 165,000 บาท และเงินบำนาญปีละ 102,300 บาท เธอเริ่มต้นลงทุนในหุ้นอย่างเป็นระบบ โดยใช้เวลาว่างศึกษารายงานประจำปีของบริษัทต่างๆ ดูหนัง และอ่านข้อมูลหุ้น โบรกเกอร์จาก Merrill Lynch เล่าว่า "เธอแค่ถือหุ้นที่ซื้อไว้และไม่เคยขายอะไรเลย เธอเชื่อในบริษัทเหล่านั้น แค่นั้นเอง ไม่สนใจว่าตลาดจะขึ้นหรือลง"
ในช่วงตลาดหมีปี 1970s หุ้นยาหลายตัวของเธอร่วงลงกว่า 50% แต่เธอยังคงถือไว้ไม่ขาย และเมื่อตลาดล่มในปี 1987 เธอก็ไม่ตื่นตระหนก เพราะมองว่าตลาดจะฟื้นตัวเองในที่สุด เธอออมเงินถึง 80% ของรายได้ทุกปี ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมมาหลายปี และมีคนรู้จักเพียง 2 คน คือทนายและโบรกเกอร์
เมื่อเสียชีวิตที่อายุ 101 ปี พอร์ตของเธอมีมูลค่า 726 ล้านบาท และสร้างรายได้เงินปันผลปีละกว่า 24 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ไม่มีใครรู้เลยตลอดชีวิต เธอเคยบอกว่า "วันหนึ่งหลังจากฉันตายไปนานแล้ว จะมีผู้หญิงที่ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเองแบบที่ฉันเคยทำ" และเธอก็บริจาคเงิน 726 ล้านบาทนั้นให้ Yeshiva University เพื่อทุนการศึกษาสตรีทั้งหมด
Anne Scheiber ไม่ได้รวยเพราะโชค ไม่ได้รวยเพราะมีข้อมูลวงใน แต่รวยเพราะเธอเชื่อในสิ่งที่ทำ แล้วอดทนนานพอที่จะปล่อยให้เวลาทำงานแทนเธอ บทเรียนจากชีวิตของเธอง่ายมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีความอดทนพอที่จะทำตาม
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
New York Times Obituaries: Anne Scheiber (1995)
The Wall Street Journal: The Incredible Investment Story of Anne Scheiber
Merrill Lynch Broker Accounts (referenced in multiple financial publications)
Warren Buffett, Berkshire Hathaway Annual Letters

10/05/2026

หากคุณเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ "Quality over Quantity" ร้านนี้มีเหตุผลที่น่าสนใจหลายอย่างที่ทำให้แตกต่างจากคาเฟ่ทั่วไปในย่านบางปะกงครับ

# # # 1. วัฒนธรรมกาแฟแบบ Australian Style
ที่นี่ไม่ได้แค่เสิร์ฟกาแฟ แต่เป็นการนำเสนอวัฒนธรรมการดื่มแบบออสเตรเลียที่เน้น **Technical Precision** หรือความแม่นยำทางเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการสกัด Ristretto ที่เข้มข้นแต่ไม่ขมโดด หรือเมนู Flat White ที่เน้นเนื้อสัมผัสนมที่เนียนละเอียดและอุณหภูมิที่พอเหมาะเพื่อดึงความหวานของนมออกมา

# # # 2. ความหลงใหลใน Specialty Coffee
ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสรสชาติกาแฟจริงๆ ตั้งแต่การเลือกเมล็ดที่คั่วอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงการดูแลรักษาเครื่องชงระดับมืออาชีพ เพื่อให้ทุกแก้วที่เสิร์ฟมีมาตรฐานเดียวกันเสมอ

# # # 3. บรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ (Vibe)
นอกจากเรื่องรสชาติ การตกแต่งและภาพลักษณ์ของร้านยังมีกลิ่นอายความ **Vintage** ที่มีความเท่และดูสุขุม ไม่ใช่แค่คาเฟ่สายหวานทั่วๆ ไป ทำให้เหมาะสำหรับการมานั่งดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟในบรรยากาศที่เป็นกันเองแต่ดูดี

# # # 4. ความเป็นกันเองและ Expert Touch
การที่เจ้าของร้านมีความรู้ลึกซึ้งและลงมือทำด้วยตัวเอง ทำให้คุณสามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟได้มากกว่าแค่การสั่งเครื่องดื่มแล้วเดินจากไปครับ

**สรุปสั้นๆ:** ถ้าคุณกำลังตามหากาแฟที่ "ถึง" ทั้งรสชาติและเทคนิค ในบรรยากาศเท่ๆ แถวฉะเชิงเทรา ร้านนี้คือคำตอบครับ

Caffeinedealer

เลือกเอา!!
10/05/2026

เลือกเอา!!

10/05/2026

Kenya Gichichi AA coffee is celebrated for its vibrant, complex, and highly acidic profile, characteristic of the Nyeri region. Common taste notes include bright citrus (lemon, pink grapefruit), stone fruits (peach, plum), and berries (blackcurrant), often with a tea-like, honey sweetness and hints of clove or herbal bitters.

Key Taste and Aroma Profile

Fruit-Forward & Acidic: Intense, sparkling acidity featuring peach nectar, tart plum, red currant, and white grape.

Sweetness & Spice: Notes of cane sugar, honey, clove, and ginger candies.

Structure: Often possesses a tannic, tea-like structure, giving it a clean, refreshing aftertaste.

Variety & Quality: These coffees are typically SL-28 and SL-34 cultivars, known for high-quality, wine-like acidity.

Roast Profile: While light roasts emphasize the intense citrus and berry notes, slightly darker roasts can bring out more sugary sweetness and fruit

ที่อยู่

S. C. Apartment 66/1 ถนนสิริโสธร
Bang Pakong
24130

เบอร์โทรศัพท์

+66805527056

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Caffeinedealerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท