23/08/2021
จากการขีดเส้นกั้นหน้า สู่การบ่มเพาะความไม่มั่นใจในตัวเอง"
ตอนเด็กๆ เคยถามครูว่า "ต้องขีดเส้นกั้นหน้าสมุดไหม?" หรือแม้กระทั่งตอนที่จะ ตอบ คำตอบสุดท้าย
บางครั้งก็ไม่มีความมั่นใจว่า จะต้องขีดเส้นใต้สองเส้นไหม
เป็นเรื่องที่ใครหลายคนคงจะจดจำได้ ตอนเรียนประถม หรือแม้กระทั่งมัธยม ที่ในหลายๆครั้งเรามักจะยกมือถามครูว่า "ต้องขีดเส้นกั้นหน้าไหมครับ?" อย่างแย่ขึ้นมาหน่อยก็คือ เราไม่ได้พกปากดาแดงจึงไม่ได้ขีดกั้นหน้า สุดท้ายก็ต้องโดนกลับมาแก้ใหม่ ด้วยเหตุที่ว่าไม่ได้ขีดเส้นกั้นหน้า
ประเด็นของเหตุการณ์นี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ ทำให้เราหลายคนโตขึ้นมาด้วยการโดนบ่มเพาะ
"เมล็ดพันธ์แห่งความไม่มั่นใจในตัวเอง"
จนในบางครั้ง เรากลัวที่จะแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งกลัวที่จะยกมือในการประชุม
เรากังวลว่าสิ่งที่เราคิดจะผิดไหม เพราะไม่มีใครยกมือเลย บางครั้งเราอาจมีไอเดียดีๆ แต่ด้วยความที่ไม่มีความมั่นใจ เราจึงเลือกที่จะไม่ยก เพราะเหตุผลง่ายๆ คือกลัวการเป็นเป้าสายตา และถ้าทำผิดมาก็กลัวโดนล้อ
แน่นอนว่า มันเกิดจากการบ่มเพาะจนกลายเป็นนิสัย จากเรื่องขีดเส้นกั้นหน้าก็กลับกลายเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ แทนที่คนที่มีความสามารถควรจะมีโอกาสได้แสดงมันออก
กลับต้องเก็บซ่อนมันไว้ภายใต้ความไม่มั่นใจในตัวเอง จนทำให้สังคมของเราต้องพลาดสิ่งดีๆ
ที่เขาเหล่านั้นไม่ได้แสดงมันออกมา
ความมั่นใจเป็นสิ่งที่สำคัญในการดึงเอาศักยภาพ ของคนคนนั้นออกมา ซึ่งหากขาดความมั่นใจในตัวเองไปแล้ว ก็เปรียบเหมือนมีสมบัติที่มีค่าอยู่ในบ้าน ซึ่งเราไม่กล้าเอาออกมา เพราะกลัวคนรู้ว่าการมีสมบัตินั้นเป็นเรื่องที่ผิด
ทั้งที่จริงๆแล้วแล้วมันคือสิ่งที่เราควรได้แสดงมันออกมาอย่างเต็มที่ และสังคมควรจะได้รับประโยชน์จากมัน หากยังพอจะแก้ไขได้ อยากให้สังคมบ้านเรา ไม่ควรปิดกั้นทุดความคิด หรือหากมีข้อชี้แนะก็ควรพ่วงด้วยเหตุและผลเสมอ ถ้าจะบอกว่าต้องขีดเส้นกั้นหน้าก็ควรบอกเหตุผลว่าเพราะอะไร
จงใส่ข้อมูลพร้อมด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใส่ข้อมูลแบบยัดเยียดไปพร้อมอารมณ์
"เพราะความมั่นใจคือบ่อเกิดแห่งการแสดงศักยภาพ"
"กล้าที่จะถูกเกลียด"
หนึ่งในหนังสือที่ผมอ่านซ้ำบ่อยๆ
กับประโยคเด็ดที่ตราตรึงที่ว่า
"จูงม้าไปที่แม่น้ำได้ แต่บังคับให้มันกินน้ำไม่ได้"
เป็นหนังสือที่อ่านแล้ววางลงได้ยาก
ด้วยการเล่าเรื่องเหมือนกับเราอยู่ในเหตุการณ์